ทีวี..อันตรายใกล้ตัวลูกรัก

ทีวี..อันตรายใกล้ตัวลูกรัก ตอนที่ 1

ผมได้พบเด็กจำนวนมาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาปรึกษาด้วยเรื่องพูดช้า พัฒนาการทางภาษาช้า ไม่ค่อยทำตามสั่ง บางคนอายุ 2 -3 ขวบ แล้วแต่ยังไม่พูด หรือพูดได้เป็นคำเดี่ยวๆ นานๆ พูดครั้ง ส่วนใหญ่มักพูดเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อได้วินิจฉัยแยกโรคแล้วว่าไม่ใช่สาเหตุจากการได้ยินผิดปกติ ไม่ใช่เด็กออทิสติก และไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว ประวัติที่สำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งมีความสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกดูทีวีมากเกินไปหรือไม่ โดยทั่วไปปัญหาจะ เกิดกับเด็กที่ดูนาน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่แค่ 1-2 ชั่วโมง และมักไม่ใช่เด็กที่ดูทีวีแบบช่วงสั้น เช่นดู แต่โฆษณาบางอันที่ชอบ แล้วไป เล่น แต่มักเป็นเด็กที่สนใจดูต่อเนื่อง 30 นาที บางครั้งเป็นชั่วโมง ถ้าเป็นวิดีโอซีดีก็สนใจดูจนจบแผ่น อาจดูซ้ำๆ หลายรอบ และมักมี อารมณ์ร่วมกับเนื้อหาที่ดู มีหัวเราะลุก ขึ้นเต้นตาม เด็กบางคน เริ่มสนใจดูทีวีตั้งแต่อายุยังน้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น อายุเพียง 9 เดือนเท่านั้น และมักดูต่อเนื่องมาเรื่อยๆ และนานขึ้น เรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากจากการ ขาดการกระตุ้น ขาดการมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดู ทางการแพทย์ใช้คำว่า Improper stimulation หรือ Psychosocial deprivation เดิมเด็กกลุ่มนี้ คือ เด็กที่อยู่ตามสถานสงเคราะห์ พ่อแม่ทิ้ง เจ้าหน้าที่เลี้ยงดู เด็กงานมาก ต้องดูแลเด็กหลายคนจึงไม่มีเวลาเล่นหรือพูดคุยกับเด็ก เด็กมักอยู่คนเดียวตามลำพัง ขาดการกระตุ้นจากผู้ใหญ่ มักพัฒนาการด้านภาษาและสังคมช้า ไม่ค่อยพูด ซึม ไม่ค่อยยิ้ม นั่งโยกตัว เล่นคนเดียว


ตัวอย่างที่ผมได้พบ คือ มีเด็กรายหนึ่งอายุ 2 ปี มาด้วยยังไม่พูด คุณแม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกเอง แม่ชอบเปิดโทรทัศน์ให้ดูเกือบตลอดวันเพราะเห็นว่าลูกชอบและนิ่งดี ไม่ซน แม่จะได้มีเวลาทำงานบ้านได้สะดวก คุณแม่ท่านนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพัฒนาการลูกทางอ้อม แต่ทำไปเพราะไม่รู้เห็นว่าลูกมีความสุขดี ตัวเองก็จะได้ทำงานบ้านได้สะดวก อีกรายหนึ่ง อายุประมาณ 2 ปี 6 เดือน ดูวิดีโอซีดีรายการของเด็ก เช่น เทเลทับบี้ บาร์นี่ ซึ่งเป็นภาคภาษาอังกฤษ โดยให้ดูตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบเพราะคิดว่าลูกจะได้หัด ฟังและพูดภาษาอังกฤษ แต่ผลกลับตรงกันข้ามคือลูกกลับพูดช้า มีแต่ภาษาแปลกๆ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียกไม่ค่อยหัน ไม่ทำตามสั่ง


ทีวีแทนคนไม่ได้


เมื่อ 100 กว่าปีก่อน... มนุษย์ยังไม่รู้จักโทรทัศน์ ทางเดียวที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันก็คือการพูด ลูกของมนุษย์เรียนรู้การพูดผ่านการมี ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ แต่ปัจจุบันเด็กเล็กๆ หลายคนเติบโตมาพร้อมกับจอสี่เหลื่ยมที่เหมือนมีคน อยู่ข้างใน พูดคุยได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยก้าวหน้าทำให้มี สื่อหลายรูปแบบมากขึ้น จากรายการโทรทัศน์ธรรมดา ก็มี รายการจากเคเบิลทีวี ซึ่งมีให้ดู ตลอด 24 ชั่วโมง เวลาสี่ทุ่มแล้วก็ยังมีรายการการ์ตูนให้ดู และจากวิดีโอเทปก็พัฒนาเป็นวิดีโอซีดี เปิดปิดได้ง่ายเพียงปลายนิ้วกด เพราะฉะนั้นเด็ก 2-3 ขวบ บางคนอาจกดวิดีโอซีดีดูเองได้ตามต้องการ นอกจากนี้ถ้าใครมีลูกหลานจะเห็นว่าเด็กหลายคน ดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ที่ชอบจากวิดีโอซีดี ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็น 10 ครั้ง โดยไม่เบื่อหน่าย ดูจนจำตอนได้หมดก็ยังดู


ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดปัญหาก็เพราะทีวีนั้นต่างกับคนตรงที่การดูทีวีนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว (One way communication) คือ ไม่ว่าเด็กจะยิ้ม หัวเราะ หรือพยายามสื่อสารทางกายด้วย ทีวีไม่เคยตอบสนองกลับคืนมาเลย มันจะส่งภาพและเสียงออกมาตามสัญญาณโทรทัศน์ที่ได้เท่านั้น ทีวีหรือวิดีโอซีดีจึงแทนความสัมพันธ์กับคนไม่ได้ เด็กที่ดูทีวีตลอดวันจึงเรียนรู้แต่การรับ อย่างเดียว ไม่เรียนรู้การส่ง หรือการสื่อสารออกไป


ทฤษฏีการตัดแต่งกิ่งไม้


งานวิจัยต่างๆ ในปัจจุบันให้เราเข้าใจเหตุปัจจัยที่มีผลต่อสมอง และพัฒนาการมากขึ้น พอที่จะนำมาอธิบายว่าทำไมเด็กที่ทีวีมากๆ จึงมีปัญหาพูดช้า พัฒนาการทางภาษาช้า นั่นคือเรื่องการตัดแต่งกิ่งไม้ (prunning) หรือการสูญหาย ไปของจุดเชื่อมต่อของใยประสาทในสมองกล่าวคือในสมองของคนเราจะมีเซลล์ประสาทสมอง (neurons) และมีใยประสาท (dendrite) จำนวนมากรับกระแสประสาทขาเข้า ซึ่งส่งมาจากส่วนส่งออก (axon) ของเซลล์ประสาทอื่นด้วย เซลล์ประสาทสมองจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยสั่งการเป็นกระแสไฟฟ้าและสารเคมีไปสื่อสารกับเซลล์อื่น เรื่องน่าแปลกก็คือในเด็กเล็กนั้นธรรมชาติจะกำหนดให้สร้างใยประสาทในสมองเป็น 2 เท่าของจำนวนที่ใช้จริง เซลล์ประสาทที่ใช้ บ่อยๆจะรวมกันเป็นกลุ่ม ทุกอย่างที่เด็กถูกกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การเห็น การได้ยิน การสัมผัส การกระตุ้นเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าไปยังจุดเชื่อมต่อของใยประสาท (synapse) เพื่อสื่อสารกับเซลล์ประสาทสมองอื่นๆ จุดเชื่อมต่อที่แข็งแรงจะถูกเลือกเก็บไว้ ถ้าไม่ถูกใช้ จุดเชื่อมต่อใยประสาท ที่ไม่ได้สื่อสารกับเซลล์ประสาทสมองอื่นจะหมดสภาพ คล้ายการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่นในที่สุดจะลีบฝ่อตายไป เหมือนการแต่งกิ่งของต้นไม้ (pruning) คือ อันไหนไม่ใช้ก็ตัดทิ้งไป (use it or lose it) ประมาณกันว่าเด็กจะเสียจุดเชื่อมต่อใยประสาทประมาณ 20 พันล้านต่อวัน การกระตุ้นให้จุดเชื่อมต่อใยประสาท ทำงานอย่างเหมาะสมจะทำให้สมองส่วนนั้นทำงานเต็มที่ ถ้าถูกกระตุ้นให้ใช้ ใยประสาทก็จะแข็งแรงไม่ฝ่อไป แต่ไม่ถูกกระตุ้นใยประสาทของสมองส่วนนั้นอาจฝ่อไป ตัวอย่างการเลือกเก็บใยประสาท ได้แก่การเรียนรู้ทางภาษา สมองของเด็กเปิดรับรู้ภาษาตั้งแต่แรกเกิด ถ้าได้รับการกระตุ้น และเรียนในวัยเด็กเล็กก็จะมีสามารทางภาษาดีกว่าไปเรียนภาษาเมื่อโตแล้ว ดังนั้นจึงอธิบายได้ว่าเด็กที่ดูแต่โทรทัศน์ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว เกือบตลอดวันนาน 6-8 ชั่วโมงโดยสนใจจดจ่ออยู่แต่จอทีวี ไม่สนใจผู้คนหรือสิ่งรอบข้าง เด็กก็จะขาดเวลาและโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นทางการพูดคุย และไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เซลล์ประสาทสมองที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาโดยเฉพาะการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น เด็กกลุ่มนี้อาจ เรียนรู้ที่จะรับอย่างเดียว ไม่เรียนรู้ที่จะส่งหรือสื่อสารออกไป เพราะทีวีไม่เคยสนใจหรือตอบสนองต่อการส่งหรือสื่อสารของเด็ก เด็กกลุ่มนี้จึงพูดช้า ไม่ค่อยทำตามสั่ง


กฏและคำเตือนที่เราไม่ค่อยรู้


เมื่อโทรทัศน์มีผลกระทบต่อพัฒนาการด้านภาษาและสังคมมากดังได้พูดคุยกันไปแล้ว สมาคมกุมารแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงออกกฏและคำเตือนให้ยึดถือและปฏิบัติในเรื่องการให้เด็กดูโทรทัศน์ ดังนี้คือ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์เลย (ย้ำนะครับว่าไม่ควรให้ดูโทรทัศน์เลย) และเด็กที่อายุเกิน 2 ปีก็ควรดูไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน มีแต่เลข 2 จำง่ายดีครับ ผมคิดว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่ดีมาก แต่ในประเทศไทยมีคนพูดถึง หรือให้ความสำคัญน้อยมาก ฝากคุณพ่อคุณแม่ช่วยบอกและเตือนกันต่อๆ ไปด้วยครับ


มาเล่นกับลูกกันเถอะ


หลังจากได้ปรึกษาแพทย์แล้ว การช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ ก็คือ การแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปิดทีวีเสีย (บางบ้านต้องเอาทีวีไปเก็บซ่อนไว้เลย เพื่อไม่ให้เด็กเห็น) แล้วลงมาเล่นกับลูกแบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ไล่จับ ซ่อนหา หรือนั่งต่อเลโก้ด้วยกัน เล่นอะไรก็ได้ที่มี รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มีการพูดคุยโต้ตอบกันกับลูก (ซึ่งทีวีทำแบบนี้ไม่ได้แน่) การเล่นมีความหมายสำหรับพัฒนาการของเด็กมากครับ ดังนั้นขอเพียงมีเวลาให้ลูกและร่วมกับความรู้ความเข้าใจ เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการและสมอง เล่นกับลูกน้อยแทนที่จะให้เขาจม อยู่กับทีวีทั้งวันช่วยเหลือลูกได้แน่นอนครับ หลังจากปิดทีวีและเล่นกับลูกอย่างมีปฏิสัมพันธ์แล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มดีขึ้นเร็ว ภายในเวลา 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ซึ่งต่างจากเด็กออทิสติกซึ่งมักต้องใช้เวลานานจึงจะเริ่มดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจบอกว่าเล่นกับลูกไม่ค่อยเป็น เล่นไม่เก่ง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นความสำคัญของการเล่นและอาศัยความรักลูกซึ่งพ่อแม่ทุกคนมีอยู่แล้ว เราฝึกได้ครับ การเล่นกับลูกเป็นทักษะ (Skill) อย่างหนึ่ง พยายามเล่นกับลูกบ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นเองครับ การเล่นกับลูกนั้นนอกจากจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกแล้วยังทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักและเข้าใจในตัวลูกมากขึ้น ลูกก็จะรู้จักและเข้าใจในตัวเรา มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการเลี้ยงดูลูกต่อไป


ที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล
กุมารแพทย์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

อันตรายใกล้ตัว ตอนน้ำดื่ม

วันหมดอายุของน้ำดื่มที่พิมพ์แปะไว้ข้างขวดน้ำดื่มที่เราใช้บริโภคในชีวิตประจำวันหลากหลายยี่ห้อนั้นสำคัญไฉน? บางคนบอกว่ามีด้วยหรือ ? ,ไม่เคย สังเกตุ , ทำไมต้องมี ? ,น้ำดื่มมีวันหมดอายุ ด้วยหรือ ? , บ้างบอกว่าขวดใส ๆ ไม่มีสิ่งปนลงไปได้หรอก ฝาก็ปิดสนิท อะไรจะเข้าไป ได้ ? หากเข้าไปเราก็ต้องสามารถมองเห็นได้

มีหลายเหตุผลครับสำหรับวันหมดอายุที่ติดอยู่ข้างขวดน้ำดื่ม

เหตุผลแรก สินค้าทุกอย่างต้องมีวันหมดอายุไม่ว่าจะ เป็นขนมถั่ว หรือสินค้าที่เน่าเปื่อยได้อื่นๆ

อีกเหตุผลหนึ่งคือรสชาติของมัน ตราบใดที่น้ำดื่มไม่ได้ถูกเปิด มันจะปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่จะดื่ม แต่รสชาติสามารถเปลี่ยนได้เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ขวดพลาสติกสามารถทำให้รสชาติแย่ลงได้ถ้ามีการเก็บที่ไม่ดี แสงแดดก็เช่นกันสามารถทำให้พลาสติกเสื่อมคุณภาพ และปะปนลงไปในน้ำดื่มได้ แก๊สหลายชนิดสามารถผ่านพลาสติกเข้าไปได้ ซึ่งจะส่งผลต่อรสชาติของน้ำที่อยู่ในขวด ด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงควรเก็บขวดพลาสติกในสถานที่มืด แห้งและไม่ควรให้อยู่ใกล้กับสารเคมีภายในบ้านเช่น ทินเนอร์ (thinner) น้ำมันและสารทำความสะอาดชนิดแห้ง

มีคำแนะนำ เมื่อเปิดขวดน้ำดื่มแล้ว ควรใช้ควรภายใน 2 อาทิตย์เพราะว่าสาหร่ายหรือแบคทีเรียจะเจริญเติบโต และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้

ดังนั้นน้ำในขวดที่ยังไม่เปิด จะไม่ เสีย แต่รสชาติของน้ำจะเปลี่ยนไปในระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเราต้องสังเกตุดูวันหมด อายุนั่นเอง

สรุปการมีวันหมดอายุที่ข้างขวดน้ำดื่มเป็นเรื่องของ พรบ.อาหารและยา (อย.) และรสชาติที่ดีครับ

ไหนๆ ก็พูดถึงเรื่องขวดน้ำดื่มแล้ว ขอเล่าต่อเรื่องที่เคยเป็นข่าวผ่านทีวีเกี่ยวกับเรื่องขวดน้ำพลาสติกที่เรามักใช้กันอยู่ในชีวิตประวันกันต่ออีกสักหน่อย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนที่ชอบใช้ความสะดวก หาซื้อได้ไม่ยาก ตามห้างสรรพสินค้า ร้านเซเว่น รวมไปถึงที่มีแจกตามปั้มน้ำมันที่เมื่อเรา เติมน้ำมันครบ 800 บาทแถมน้ำฟรี 1 ขวด ทำนองนี้เป็นต้น คุณเคยคำนึงถึงเรื่อง ต่างๆ ที่กล่าวมาแต่ตอนต้นกันบ้างหรือไม่

ข่าวเขาว่ามีคนเสียชีวิตเพราะการนำขวดพลาสติกดังกล่าวไปบรรจุน้ำดื่มครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้สารพิษชนิดหนึ่งสามารถละลายออกมาปะปนกับน้ำดื่ม เนื่องจากขวดประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียว อายุใช้งานสั้น ๆ เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ควรเสียดายนำมาบรรจุน้ำดื่มอีก รวมทั้งน้ำที่อยู่กับขวดหากแม้ว่าเปิดกินไม่หมดแล้วเก็บไว้ในรถยนต์ ซึ่งรถดังกล่าวอาจจอดในที่มีอากาศร้อนจัด ๆ ความร้อนก็มีผลกับสารพิษที่มากับขวดได้ ดังนั้นเมื่อให้หมดภาย ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะหากเก็บขวดนั้นไว้ที่ร้อน ๆ

จะว่าไปแค่น้ำดื่มที่บรรจุในขวด ยังมีปัญหาขนาดนี้ แล้วที่ท่านไปทานข้าวตาม ร้านข้าวแกง แล้วดื่มน้ำเปล่าที่ทางร้านค้า จัดให้ใส่ในเหยือกพลาสติก แก้วใส่น้ำแข็งเปล่าที่วางในถังที่ใช้แช่สารพัด เพื่อเพิ่มความเย็น ไม่รู้ว่าจะมีสิ่งปนเปื้อนจากสิ่งประกอบรอบข้างอีกไม่รู้เท่าไร

ยังไงเสียก็อย่าลืมเรื่องวันหมดอายุของน้ำดื่ม และสถานที่เก็บน้ำดื่มในที่ที่ควรด้วยก็แล้วกันครับ เดี๋ยวจะหาว่ารู้แล้ว ทำไมไม่บอก มีจริง ๆ น๊ะ วันหมดอายุของน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติก และแม้ยังไม่หมดอายุก็ต้องเก็บไว้ในที่ที่สมควรด้วย เปิดแล้วดื่มไม่หมด เก็บไว้ดื่มต่อวันหน้าก็ไม่ค่อยจะดี หากยังขืนเสียดายขวด นำไปบรรจุซ้ำแล้ว ซ้ำอีกยิ่งไปกันใหญ่

จำไว้วันหลังซื้อน้ำดื่ม ควรดูให้ดีทั้งรูปลักษณ์ แบบบรรจุ วัสดุที่ใช้บรรจุ สภาพฝาผนึกบรรจุอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ และที่สำคัญวันหมดอายุที่ข้างขวดครับ น๊ะจะบอกให้ เดี๋ยวจะหาว่า บานเย็น24 ไม่เตือน
ข้อมูล :
http://banyen24.exteen.com/20080214/entry

ทีวี.... อันตรายใกล้ตัวลูกน้อย

เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร อังคาร, 19 กุมภาพันธ์ 2008 โทรทัศน์ ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ช่วงเวลา 0 - 6 ขวบ...ถือเป็นช่วงวัยทองของสมองมนุษย์ ต้องการการกระตุ้น จากมนุษย์ด้วยกัน อันหมายถึงพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู จะต้องสื่อสารกับเด็ก...สนับสนุนเด็กให้เรียนรู้ สิ่งรอบข้างตามธรรมชาติ ส่งเสริมพัฒนาการด้วยการเล่น การอ่านหนังสือ การพูดคุย
"ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์...อย่าให้สนใจทีวีหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีชีวิต" ผลวิจัยในต่างประเทศแนะนำว่า...เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูทีวี...เล่นวีดิโอเกม เด็กวัยนี้เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องให้เวลากระตุ้นพัฒนาการและสื่อสารกับเด็ก เกิดผลเสียในแง่...ไม่ประเทืองสมองและปัญญา ระหว่างดูโทรทัศน์ นานๆ ทำให้เด็กติดพฤติกรรม...นั่งและกิน"ยิ่งโตขึ้น...ก็ยิ่งใช้เวลาดูทีวีมากขึ้น นอกจากนี้ เด็กยังใช้เวลาไปกับสื่ออื่นอีก เช่น ท่องอินเตอร์เน็ตกับเรื่องไร้สาระ แชทรูม ดูหนังโป๊..."
งานวิจัยของ พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบห้ามดูทีวี...ต้องย้ำเตือนให้พ่อแม่...ผู้ปกครอง เลี้ยงลูกด้วยความระมัดระวังมากขึ้น...
พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ บอกอีกว่า ปัญหาวัยรุ่นไทยในวันนี้...อาจนำไปสู่วิกฤติของสังคมไทย ในอนาคต เด็กส่วนมากขาดการกระตุ้นพัฒนาการแบบองค์รวม
ผลกระทบจากโทรทัศน์ต่อเด็ก มนุษย์นั้นเรียนรู้จากการเลียนแบบ การเลียนแบบเป็นกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เด็กเรียนรู้ที่จะพูด เดิน กิน และทำตามอย่างพ่อแม่ กระบวนการนี้จะเกิดต่อเนื่องไปจนโต ในทำนองเดียวกัน ภาพที่เด็กเห็นจากโทรทัศน์ ล้วนมีผลให้เด็กซึมซับเป็นแบบอย่างทั้งสิ้น โทรทัศน์จะมีผลกระทบต่อเด็กมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ จำนวนเวลาที่ดู อายุและพื้นฐานบุคลิกภาพของเด็ก การปล่อยให้เด็กดูคนเดียวหรือดูกับผู้ใหญ่ และพ่อแม่ได้พูดคุยอธิบายถึงสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ให้ลูกเข้าใจหรือไม่
สถานการณ์ผลกระทบในเด็กไทย จากงานวิจัยเอแบคโพลล์ ในปี 2546 เรื่อง " ผลกระทบสื่อโทรทัศน์ต่อเด็ก" พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่ารายการโทรทัศน์มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กในระดับปานกลางค่อนไปทางมาก ตั้งแต่การซื้อสินค้าตามโฆษณา (เด็กจะใช้เงินซื้อของเล่นและขนมตามโฆษณาประมาณร้อยละ 46.4 ของเงินที่ได้รับ) การเลียนแบบท่าทางในการ์ตูน การเลียนแบบทั้งการแต่งตัว คำพูดก้าวร้าว ใช้คำด่า ชกต่อย ตบตี
นอกจากนี้ พ่อแม่ยังกังวลเรื่อง"เซ็กส์ล้นจอ" ซึ่งมาจากหนังต่างประเทศ ละครก่อน/หลังข่าว การ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง มิวสิควีดีโอเพลง และการแต่งกายของพิธีกร ตามลำดับ ซึ่งพฤติกรรมทางเพศที่มักพบในโทรทัศน์ที่จะส่งผลต่อเด็ก ได้แก่ การแต่งกายหวาบหวิว ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ไปจนถึงฉากกอดจูบลูบคลำ ในด้านความรุนแรง พ่อแม่ร้อยละ 18.3 ระบุว่าสื่อโทรทัศน์กระตุ้นความรุนแรงในเด็ก โดยมาจาก หนังต่างประเทศ กีฬารุนแรง เช่น มวยปล้ำ การ์ตูนญี่ปุ่น ละครหลังข่าว และข่าว ตามลำดับ
ข้อมูล : โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.)จาก thaibreastfeeding.com 3 พค.50

แป้งเด็ก อันตรายใกล้ตัว?

ย่างเข้าหน้าฝน อากาศอบอ้าว บ้านเราเป็นเมืองร้อน หลายคนจึงเคยชินกับการประแป้ง เพราะรู้สึกว่าทำให้สบายเนื้อสบายตัว และด้วยความขาว กลิ่นหอม ๆ เย็นสดชื่น บางครั้งเราจึงลืมไปว่า แป้งฝุ่นก็คือสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง

นพ.เพิ่มบุญ จิระบุญศักดิ์ โทรศัพท์มาเล่าสู่กันฟังว่า จากประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ พบว่าปัจจุบันมีเด็กป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจมากขึ้น และเมื่อลองแนะนำให้คนไข้หยุดใช้แป้งฝุ่นโรยตัวก็เห็นว่า มีอาการดีขึ้น

คุณหมอจึงเห็นว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบน่าจะมีมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ติดฉลากเตือน โดยเฉพาะกับแป้งโรยตัวเด็กว่า "อาจมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง" เพราะเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วว่าฝุ่นละอองต่าง ๆ นั้นมีผลกระทบต่อทางเดินหายใจ แต่พอมาเป็น "ฝุ่นแป้ง" บรรจุกระป๋องเรากลับไม่ค่อยตระหนักถึงอันตราย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จัดแป้งฝุ่นโรยตัว เป็นเครื่องสำอางควบคุม โดยถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่อาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพอนามัยของผู้บริโภค แต่ไม่อยู่ในข่ายเสี่ยงต่ออันตรายรุนแรง จึงไม่ต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง แต่ฉลากต้องมีข้อความที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า วันเดือนปี ที่ผลิต วิธีใช้ และปริมาณสารสำคัญและสารควบคุม ซึ่งในแป้งฝุ่นโรยตัวสำหรับเด็กกฎหมายกำหนดห้ามมีส่วนผสมของ กรดบอริก โซเดียมบอเรต เมนทอล การบูร ส่วนแป้งฝุ่นโรยตัวทั่วไป อนุญาตให้มีกรดบอริก หรือ โซเดียมบอเรต ได้ไม่เกิน 3 % มีเมนทอลไม่เกิน 1.0 % และมีการบูร ได้ไม่เกิน 1.5 %

นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ แป้งเด็กต้องแสดงคำเตือนว่า "ห้ามใช้โรยสะดือเด็กแรกเกิด" ส่วนแป้งฝุ่นทั่วไปที่มีส่วนผสมของกรดบอริก โซเดียมบอเรต เมนทอล หรือการบูร จะต้องแจ้งเตือนว่า "ห้ามใช้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี" และ "ระวังอย่าให้เข้าจมูกและปากเพราะอาจเกิดอันตรายได้" ส่วนคำเตือนเรื่อง "ผลกระทบทางเดินหายใจ หรือภูมิแพ้" ที่คุณหมอเพิ่มบุญเสนอมานั้น อย.บอกว่าก็คงต้องรับไว้เสนออนุกรรมการพิจารณาอีกที

ไม่ทราบว่า ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่อง การติดคำเตือนเรื่องภูมิแพ้ ลองช่วยกันส่งความคิดเห็นมาแลกเปลี่ยนที่ฉลาดซื้อกันดูบ้าง

ในระหว่างนี้ ผู้บริโภคก็คงต้องทาแป้งอย่างมีหลักการ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ๆ เช่น อย่าโรยแป้งลงบนตัวเด็กโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดฝุ่นฟุ้ง อาจเข้าตาหรือจมูก ควรเทแป้งใส่มือถูให้เข้ากันก่อนแล้วค่อยทาที่ตัว แม้แป้งจะช่วยบรรเทาอาการอับชื้น แต่การทาแป้งมาก ๆ ก็ทำให้ผิวบอบบางของเด็กแห้งเกินไปได้เช่นกัน และเมื่อใช้เสร็จแล้ว อย่าลืมเก็บแป้งให้พ้นมือเด็ก ๆ เพื่อป้องกันเด็กนำแป้งไปละเลงเล่น หรือกินเข้าไปเพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้จากการสัมผัสโดยใช้ปาก

ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 43

ผู้หญิงวัยหมดระดู ระวัง"ภาวะกระดูกพรุน"

"กระดูก" เป็นอวัยวะ "สำคัญ" อวัยวะหนึ่งที่ต้องดูแลก่อนที่อวัยวะชิ้นนี้จะ "สึกกร่อน" กลายเป็น "มหันตภัยต่อร่างกาย" ด้วยการป่วยเป็น "โรคกระดูกพรุน" นพ.วีรยุทธ เชาวป์ปรีชา ผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดเผยข้อมูลว่า จากสถิติขององค์การอนามัยโลก ทุก 30 วินาที จะมีผู้ป่วยที่กระดูกหักจากภาวะโรคกระดูกพรุนทั่วโลก 1 คน

"ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน ทั้งกระดูกสะโพกหัก ปวดหลัง หลังโก่ง เดินไม่ได้ ทั้งหมดเกิดจากสาเหตุภาวะโรคกระดูกพรุนทั้งสิ้น"

สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและหักง่าย นพ.วีรยุทธ บอกว่า ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคไทรอยด์ ผู้ที่ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่ขาดสารอาหารได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือกินยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน หรือได้รับการตัดรังไข่แล้ว ผู้ที่ดื่มสุรา สูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง แล้วยังคงใช้ชีวิตอย่างประมาทไม่ระวังตัว หากได้รับอุบัติเหตุแม้เพียงเล็กน้อย เช่น นั่งรถกระแทก โอกาสกระดูกหักก็มีสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และหากมีภาวะแทรกซ้อนจากการที่กระดูกหัก อาการอาจรุนแรงถึงขั้นพิการ หรือไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้

"วิธีง่ายๆ ในการป้องกันภาวะกระดูกพรุน ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รักประทานอาหารที่มีแคลเซียม นอกจากนี้การเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุกปี จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ เพราะหลังจากที่กระดูกหยุดเติบโตอายุ 30 ปีแล้ว ความหนาแน่นของกระดูกสามารถสร้างขึ้นทดแทนการสึกกร่อนได้"

ข้อมูลจาก : มติชน