ภัยใกล้ตัวเด็กไทยวันนี้

เด็กกับขนมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาตลอดดั่งคู่สร้างคู่สม แต่มือที่สามซึ่งได้ติดสอยห้อยตามเจ้าขนมตัวดีมาด้วย แถมกำลังทำร้ายสุขภาพของเด็ก ๆ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็คือ “น้ำตาล” ซึ่งมีอยู่ในขนมเกือบทุกชนิด รวมทั้งเครื่องดื่ม และน้ำอัดลม ไม่เว้นแม้แต่ในนมที่ใช้บริโภคกันเพื่อสุขภาพ

แต่เรื่องน่าเศร้ายิ่งกว่านั้น กลับเป็นที่สังคมไทยทุกวันนี้ปล่อยให้มีโฆษณาชวนเชื่อตามสื่อต่าง ๆ มอมเมาให้เด็กติดขนม น้ำหวาน และน้ำอัดลม โดยเฉพาะพวกขนมถุงที่มีการเติมแต่งสีสันรสชาติด้วย น้ำตาล แป้ง สี ไขมัน เกลือ และผงชูรส สิ่งเหล่านี้นอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ ที่ชอบกินอย่างพร่ำเพรื่อกำลังจะกลายเป็นผู้อุดมไปด้วยโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟันผุ ท้องผูก ซ้ำร้ายยังส่งผลไปถึงสมองทำให้ฉลาดน้อยลง โง่มากขึ้น แต่ที่ดูจะหนักสุดน่าจะเป็นโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคนานาชนิด เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน เป็นต้น
เมื่อเร็ว ๆ นี้จึงมีผลการศึกษาทางด้านพลานามัยของเด็กไทยออกมา โดย “โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย” ที่ได้ไปทำการสำรวจเด็กนักเรียนชั้น ป.1 – ป.6 ใน 4 โรงเรียน พบว่า มีเด็กเป็นโรคอ้วนถึง 19% จากนักเรียนทั้งหมดกว่า 5,126 ราย ในจำนวนนี้มี 30% มีความดันโลหิตสูงกว่าผู้ใหญ่ปกติ คือ เกิน 120/80 มิลลิเมตรปรอท นอกจากนี้ จากการตรวจเลือดเพื่อดูระดับไขมันในเลือดของเด็กกลุ่มตัวอย่างทั่วไป จำนวน 1,028 ราย ยังพบว่า มีเด็กถึง 77% มีระดับ คอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ว่าเด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจในวัยผู้ใหญ่สูง และหากยังถูกปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ทั้งโรคเบาหวานและโรคหัวใจก็จะตามมา
ความรุนแรงเกี่ยวกับกระแสการบริโภคขนมและเครื่องดื่มของเด็กไทยในปัจจุบันจึงอยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากค่านิยมผิด ๆ และการไม่รู้เท่าทันโทษของสิ่งที่ตนบริโภคทุกเมื่อเชื่อวัน เด็กจำนวนไม่น้อยพอหิวหน่อยก็หาขนมพวกนี้มากินแทนข้าว หรือไม่ก็กินเป็นของว่าง เมื่อกระหายน้ำก็นึกแต่อยากจะดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเท่านั้น และด้วยวัฒนธรรมสมัยใหม่ที่เปลี่ยนจากการละเล่นของเด็กที่โดยธรรมชาติแล้วจะไม่อยู่กับที่ มาเป็นการนั่งดูทีวีหรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถดึงดูดให้เด็กนั่งอยู่กับที่ได้เป็นเวลานาน ๆ หลายคนจึงชอบหาขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมมากินในขณะที่ทำกิจกรรมเหล่านี้ไปด้วย โดยหารู้ไม่ว่าความเคยชินที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่นี้ ได้กลายเป็นการบริโภคน้ำตาลมากเกินความต้องการที่ร่างกายจะนำไปใช้ อีกทั้งยังช่วยเชื้อเชิญโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคอ้วนมาอยู่กับตนเองอย่างไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย
ครั้นจะห้ามให้เด็กเลิกกินขนมกรุบกรอบหรือเลิกดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม ก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เราน่าจะลองมาแก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคกันสักหน่อย ถ้าจะดีกว่า คือ
• ฝึกวินัยในการกิน โดยกินเป็นมื้อ ๆ ไป ไม่ใช่กินพร่ำเพรื่อ
• กินอย่างถูกต้อง เช่น การหันกลับไปกินผลไม้ และขนมพื้นบ้านไทยบางประเภทให้มากขึ้น เลือกดื่มนมที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อยและไขมันต่ำ หรือน้ำเปล่าแทน
• อย่าขาดอาหารเช้า เพราะการงดอาหารเช้าจะทำให้เกิดความหิว เลยพลอยทำให้หลายคนไปหาขนมที่ไม่มีประโยชน์มากินแทนข้าวได้
• หลีกเลี่ยงการกินขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมากในขณะดูทีวี หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เพราะความเพลิดเพลินจะทำให้ลืมอิ่มและกินมากเกินไป
• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งคนไหนที่กินมากก็ยิ่งต้องหาเวลาออกกำลังกาย หรือไม่ก็ทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย ๆ เพื่อความแข็งแรง และไม่เป็นการสั่งสมสิ่งที่กินเข้าไปไว้ในร่างกายมากจนเกินพอดี
ถึงตรงนี้ไม่ใช่ว่าน้ำตาลจะมีแต่โทษเพียงด้านเดียว ในทางกลับกันน้ำตาลก็เป็นหนึ่งในสารอาหารที่สร้างสมพลังงานให้แก่ร่างกายและมีความจำเป็นยิ่ง เพียงแต่เราจะต้องรู้จักบริโภคให้พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป เพื่อให้เกิดความสมดุลภายในร่างกาย แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ต้องอย่าลืมว่าถึงอย่างไรเด็กกับขนมก็เป็นของคู่กัน หากจะเปลี่ยนก็ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนตัวน้อง ๆ หนู ๆ เองก็หลังจากวันนี้ก็ต้องหัดยับยั้งชั่งใจในการกินบ้าง และต้องกินอย่างมีสติ พร้อมกับรู้จักเลือกของที่มีประโยชน์ ซึ่งจะไม่ส่งผลกลับมาทำร้ายตัวเอง เพื่อให้วันข้างหน้ารอบ ๆ ตัวของน้องหนูทั้งหลายจะได้ไม่อุดมไปด้วยน้ำตาลอย่างเช่นทุกวันนี้

ที่มา : สยามรัฐ
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือพิมพ์มติชน, ฉบับประจำวันพุธที่ 5 มกราคม 2548