ทีวี.... อันตรายใกล้ตัวลูกน้อย

เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร อังคาร, 19 กุมภาพันธ์ 2008 โทรทัศน์ ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ช่วงเวลา 0 - 6 ขวบ...ถือเป็นช่วงวัยทองของสมองมนุษย์ ต้องการการกระตุ้น จากมนุษย์ด้วยกัน อันหมายถึงพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู จะต้องสื่อสารกับเด็ก...สนับสนุนเด็กให้เรียนรู้ สิ่งรอบข้างตามธรรมชาติ ส่งเสริมพัฒนาการด้วยการเล่น การอ่านหนังสือ การพูดคุย
"ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์...อย่าให้สนใจทีวีหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีชีวิต" ผลวิจัยในต่างประเทศแนะนำว่า...เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูทีวี...เล่นวีดิโอเกม เด็กวัยนี้เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องให้เวลากระตุ้นพัฒนาการและสื่อสารกับเด็ก เกิดผลเสียในแง่...ไม่ประเทืองสมองและปัญญา ระหว่างดูโทรทัศน์ นานๆ ทำให้เด็กติดพฤติกรรม...นั่งและกิน"ยิ่งโตขึ้น...ก็ยิ่งใช้เวลาดูทีวีมากขึ้น นอกจากนี้ เด็กยังใช้เวลาไปกับสื่ออื่นอีก เช่น ท่องอินเตอร์เน็ตกับเรื่องไร้สาระ แชทรูม ดูหนังโป๊..."
งานวิจัยของ พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบห้ามดูทีวี...ต้องย้ำเตือนให้พ่อแม่...ผู้ปกครอง เลี้ยงลูกด้วยความระมัดระวังมากขึ้น...
พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ บอกอีกว่า ปัญหาวัยรุ่นไทยในวันนี้...อาจนำไปสู่วิกฤติของสังคมไทย ในอนาคต เด็กส่วนมากขาดการกระตุ้นพัฒนาการแบบองค์รวม
ผลกระทบจากโทรทัศน์ต่อเด็ก มนุษย์นั้นเรียนรู้จากการเลียนแบบ การเลียนแบบเป็นกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เด็กเรียนรู้ที่จะพูด เดิน กิน และทำตามอย่างพ่อแม่ กระบวนการนี้จะเกิดต่อเนื่องไปจนโต ในทำนองเดียวกัน ภาพที่เด็กเห็นจากโทรทัศน์ ล้วนมีผลให้เด็กซึมซับเป็นแบบอย่างทั้งสิ้น โทรทัศน์จะมีผลกระทบต่อเด็กมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ จำนวนเวลาที่ดู อายุและพื้นฐานบุคลิกภาพของเด็ก การปล่อยให้เด็กดูคนเดียวหรือดูกับผู้ใหญ่ และพ่อแม่ได้พูดคุยอธิบายถึงสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ให้ลูกเข้าใจหรือไม่
สถานการณ์ผลกระทบในเด็กไทย จากงานวิจัยเอแบคโพลล์ ในปี 2546 เรื่อง " ผลกระทบสื่อโทรทัศน์ต่อเด็ก" พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่ารายการโทรทัศน์มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กในระดับปานกลางค่อนไปทางมาก ตั้งแต่การซื้อสินค้าตามโฆษณา (เด็กจะใช้เงินซื้อของเล่นและขนมตามโฆษณาประมาณร้อยละ 46.4 ของเงินที่ได้รับ) การเลียนแบบท่าทางในการ์ตูน การเลียนแบบทั้งการแต่งตัว คำพูดก้าวร้าว ใช้คำด่า ชกต่อย ตบตี
นอกจากนี้ พ่อแม่ยังกังวลเรื่อง"เซ็กส์ล้นจอ" ซึ่งมาจากหนังต่างประเทศ ละครก่อน/หลังข่าว การ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง มิวสิควีดีโอเพลง และการแต่งกายของพิธีกร ตามลำดับ ซึ่งพฤติกรรมทางเพศที่มักพบในโทรทัศน์ที่จะส่งผลต่อเด็ก ได้แก่ การแต่งกายหวาบหวิว ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ไปจนถึงฉากกอดจูบลูบคลำ ในด้านความรุนแรง พ่อแม่ร้อยละ 18.3 ระบุว่าสื่อโทรทัศน์กระตุ้นความรุนแรงในเด็ก โดยมาจาก หนังต่างประเทศ กีฬารุนแรง เช่น มวยปล้ำ การ์ตูนญี่ปุ่น ละครหลังข่าว และข่าว ตามลำดับ
ข้อมูล : โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.)จาก thaibreastfeeding.com 3 พค.50

แป้งเด็ก อันตรายใกล้ตัว?

ย่างเข้าหน้าฝน อากาศอบอ้าว บ้านเราเป็นเมืองร้อน หลายคนจึงเคยชินกับการประแป้ง เพราะรู้สึกว่าทำให้สบายเนื้อสบายตัว และด้วยความขาว กลิ่นหอม ๆ เย็นสดชื่น บางครั้งเราจึงลืมไปว่า แป้งฝุ่นก็คือสิ่งแปลกปลอมอย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง

นพ.เพิ่มบุญ จิระบุญศักดิ์ โทรศัพท์มาเล่าสู่กันฟังว่า จากประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ พบว่าปัจจุบันมีเด็กป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจมากขึ้น และเมื่อลองแนะนำให้คนไข้หยุดใช้แป้งฝุ่นโรยตัวก็เห็นว่า มีอาการดีขึ้น

คุณหมอจึงเห็นว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบน่าจะมีมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ติดฉลากเตือน โดยเฉพาะกับแป้งโรยตัวเด็กว่า "อาจมีผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง" เพราะเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วว่าฝุ่นละอองต่าง ๆ นั้นมีผลกระทบต่อทางเดินหายใจ แต่พอมาเป็น "ฝุ่นแป้ง" บรรจุกระป๋องเรากลับไม่ค่อยตระหนักถึงอันตราย

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จัดแป้งฝุ่นโรยตัว เป็นเครื่องสำอางควบคุม โดยถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่อาจเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพอนามัยของผู้บริโภค แต่ไม่อยู่ในข่ายเสี่ยงต่ออันตรายรุนแรง จึงไม่ต้องขออนุญาตขึ้นทะเบียนเครื่องสำอาง แต่ฉลากต้องมีข้อความที่กฎหมายกำหนด เช่น ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า วันเดือนปี ที่ผลิต วิธีใช้ และปริมาณสารสำคัญและสารควบคุม ซึ่งในแป้งฝุ่นโรยตัวสำหรับเด็กกฎหมายกำหนดห้ามมีส่วนผสมของ กรดบอริก โซเดียมบอเรต เมนทอล การบูร ส่วนแป้งฝุ่นโรยตัวทั่วไป อนุญาตให้มีกรดบอริก หรือ โซเดียมบอเรต ได้ไม่เกิน 3 % มีเมนทอลไม่เกิน 1.0 % และมีการบูร ได้ไม่เกิน 1.5 %

นอกจากนี้กฎหมายยังกำหนดให้ แป้งเด็กต้องแสดงคำเตือนว่า "ห้ามใช้โรยสะดือเด็กแรกเกิด" ส่วนแป้งฝุ่นทั่วไปที่มีส่วนผสมของกรดบอริก โซเดียมบอเรต เมนทอล หรือการบูร จะต้องแจ้งเตือนว่า "ห้ามใช้กับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี" และ "ระวังอย่าให้เข้าจมูกและปากเพราะอาจเกิดอันตรายได้" ส่วนคำเตือนเรื่อง "ผลกระทบทางเดินหายใจ หรือภูมิแพ้" ที่คุณหมอเพิ่มบุญเสนอมานั้น อย.บอกว่าก็คงต้องรับไว้เสนออนุกรรมการพิจารณาอีกที

ไม่ทราบว่า ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่อเรื่อง การติดคำเตือนเรื่องภูมิแพ้ ลองช่วยกันส่งความคิดเห็นมาแลกเปลี่ยนที่ฉลาดซื้อกันดูบ้าง

ในระหว่างนี้ ผู้บริโภคก็คงต้องทาแป้งอย่างมีหลักการ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ๆ เช่น อย่าโรยแป้งลงบนตัวเด็กโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดฝุ่นฟุ้ง อาจเข้าตาหรือจมูก ควรเทแป้งใส่มือถูให้เข้ากันก่อนแล้วค่อยทาที่ตัว แม้แป้งจะช่วยบรรเทาอาการอับชื้น แต่การทาแป้งมาก ๆ ก็ทำให้ผิวบอบบางของเด็กแห้งเกินไปได้เช่นกัน และเมื่อใช้เสร็จแล้ว อย่าลืมเก็บแป้งให้พ้นมือเด็ก ๆ เพื่อป้องกันเด็กนำแป้งไปละเลงเล่น หรือกินเข้าไปเพราะเด็กเล็ก ๆ จะเรียนรู้จากการสัมผัสโดยใช้ปาก

ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 43

ผู้หญิงวัยหมดระดู ระวัง"ภาวะกระดูกพรุน"

"กระดูก" เป็นอวัยวะ "สำคัญ" อวัยวะหนึ่งที่ต้องดูแลก่อนที่อวัยวะชิ้นนี้จะ "สึกกร่อน" กลายเป็น "มหันตภัยต่อร่างกาย" ด้วยการป่วยเป็น "โรคกระดูกพรุน" นพ.วีรยุทธ เชาวป์ปรีชา ผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลวิภาวดี เปิดเผยข้อมูลว่า จากสถิติขององค์การอนามัยโลก ทุก 30 วินาที จะมีผู้ป่วยที่กระดูกหักจากภาวะโรคกระดูกพรุนทั่วโลก 1 คน

"ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเกือบทุกวัน ทั้งกระดูกสะโพกหัก ปวดหลัง หลังโก่ง เดินไม่ได้ ทั้งหมดเกิดจากสาเหตุภาวะโรคกระดูกพรุนทั้งสิ้น"

สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนและหักง่าย นพ.วีรยุทธ บอกว่า ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคไทรอยด์ ผู้ที่ป่วยเรื้อรัง ผู้ที่ขาดสารอาหารได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือกินยาสเตียรอยด์เป็นประจำ ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงที่หมดประจำเดือน หรือได้รับการตัดรังไข่แล้ว ผู้ที่ดื่มสุรา สูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง แล้วยังคงใช้ชีวิตอย่างประมาทไม่ระวังตัว หากได้รับอุบัติเหตุแม้เพียงเล็กน้อย เช่น นั่งรถกระแทก โอกาสกระดูกหักก็มีสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และหากมีภาวะแทรกซ้อนจากการที่กระดูกหัก อาการอาจรุนแรงถึงขั้นพิการ หรือไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้

"วิธีง่ายๆ ในการป้องกันภาวะกระดูกพรุน ต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ รักประทานอาหารที่มีแคลเซียม นอกจากนี้การเข้ารับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุกปี จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ เพราะหลังจากที่กระดูกหยุดเติบโตอายุ 30 ปีแล้ว ความหนาแน่นของกระดูกสามารถสร้างขึ้นทดแทนการสึกกร่อนได้"

ข้อมูลจาก : มติชน

ความเหงา-อารมณ์ส่วนเกิน อันตรายใกล้ตัว

นักจิตวิทยาแห่งมูลนิธิฮอตไลน์ แนะนำวิธีขจัดอารมณ์ส่วนเกิน ซึ่งเป็นปัญหานำพาไปสู่พฤติกรรมความสัมพันธ์ที่เสียหาย โดยมักรีบสรุปความสัมพันธ์ทั้งที่คบหาได้ไม่นาน ทางแก้ไขต้องคบหากับเพื่อนชายให้นานขึ้น ถ้าชอบก็บอกไปตรง ๆ ว่าจะคบหาในฐานะอะไร อย่าทึกทักเอาเอง ซึ่งหากผู้ชายปฏิเสธให้ถือเป็นเรื่องธรรมดา ยกตัวอย่างคุณแม่วัย 30 กว่า ปิ๊งกับตำรวจจราจรที่เจอหน้ากันทุกวันขณะไปส่งลูกที่โรงเรียน แต่พอรู้ตัวต้องรีบดับอารมณ์อ่อนไหวให้ทันการ

อรอนงค์ อินทรจิต นักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดจากมูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ ซึ่งมูลนิธิเอเชียให้การสนับสนุนกล่าวว่า ปัจจุบันพบหญิงไทยจำนวนมาก มีความเหงา ขาดความมั่นคงในจิตใจ และขาดความพึงพอใจในตนเอง ทั้งที่ปกติความเหงาเป็นสิ่งที่เกิดได้กับทุกคน ทุกสถานการณ์ เพียงแต่พื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมคนคนหนึ่ง ช่วยให้สามารถแยกแยะความรู้สึกแท้จริงกับอารมณ์ส่วนเกินได้ ให้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ แต่อารมณ์อ่อนไหวในความเหงาของการดำเนินชีวิตประจำวันที่ขาดการขัดเกลา และไม่สามารถแยกแยะระหว่างความรู้สึกจริง ๆ กับความรู้สึกส่วนเกิน ทำให้ผู้หญิงมากมายก้าวไปสู่พฤติกรรมความสัมพันธ์ที่นำความเสียหายมาสู่ตัวเอง

"จากจำนวนผู้หญิงที่โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาศูนย์ฮอตไลน์ พบว่า การได้รู้จักพบปะเพื่อนชายในระยะสั้น แต่เมื่อฝ่ายชายแสดงความสุภาพ เอาอกเอาใจ ให้ความสนใจความสำคัญด้วยการเล่าเรื่องในครอบครัวหรือปรึกษาปัญหาด้วย ผู้หญิงจะสรุปว่าผู้ชายเลือกและสนใจในฐานะคู่รักหรือคนรัก ครั้นพบว่าเขามีคนรักอยู่แล้วหรือหายหน้าไป ผู้หญิงส่วนใหญ่รับไม่ได้กับความรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธ ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เกิดความรู้สึกกลายเป็นคนไร้ค่า ไม่เป็นที่ต้องการ ทั้ง ๆ ที่คบหากันได้อย่างนานที่สุดไม่เกิน 3 เดือน" นักจิตวิทยาเปิดเผยปัญหาที่พบ

อรอนงค์ให้คำแนะนำว่า ความอ่อนไหวที่นำไปสู่ความบาดเจ็บเหล่านี้ สามารถป้องกันด้วยการให้เวลาในการคบหากับเพื่อนต่างเพศอย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไป เพื่อให้รู้จักเขามากขึ้น หากรู้สึกว่าเริ่มชื่นชอบเขามาก ๆ ก็สามารถบอกตรง ๆ จะได้ชัดเจนไปว่าจะคบหากันในฐานะเพื่อนหรือคนรัก ไม่ทึกทักเอาหรือคิดฝันไปเอง หรือหากฝ่ายตรงข้ามปฏิเสธ ก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเราเองยังมีสิทธิจะชอบพอเขา เขาก็มีสิทธิจะไม่รักเราจริง ๆก็ได้ คนเราทุกวันนี้ คบหาแต่งงานอยู่กินกับเป็นสิบ ๆ ปียังเลิกร้างกันได้ นับประสาอะไรกับคนที่รู้จักกันได้ไม่นาน

"ที่สำคัญหากรักชอบใครในระยะเวลา สั้น ๆ ก็อย่าไปให้ความสำคัญมากนัก ให้ตระหนักว่า นั่นอาจจะเป็นอารมณ์ส่วนเกินก็ได้ หางานทำที่จะช่วยให้รู้สึกดี ๆ กับตัวเองมากขึ้น คิดถึงคนใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท สามีภรรยา หรือลูก ๆ ให้มาก อย่าปล่อยให้อารมณ์ส่วนเกินมามีอิทธิพลกับเราจนไม่สามารถควบคุมได้" อรอนงค์กล่าวให้คำแนะนำ

นักจิตบำบัดจากมูลนิธิฮอตไลน์ ยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่โทรศัพท์มาปรึกษาว่า เป็นคุณแม่อายุ 32 ปี มีชีวิตครอบครัวที่ดี สามีดีพร้อมทุกอย่าง ทุกวันผู้หญิงคนนี้จะขับรถพาลูกเล็ก ๆ ไปส่งโรงเรียนที่หน้าโรงเรียนมีตำรวจจราจรมายืนโบกรถให้ผู้ปก ครอง คุณแม่ก็พบกับตำรวจหนุ่มซึ่งมีครอบครัวแล้วเช่นกัน ทุกวันสบตายิ้มโบกมือกัน แล้ววันหนึ่งคุณแม่ตกใจมากว่าไม่รู้ทำไมคิดถึงผู้ชายคนนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนคิดไปว่าหากเขาชวนดื่มกาแฟก็คงดี คงไปด้วย เริ่มอ่อนไหวกับอารมณ์ส่วนเกินนี้ แต่รู้ว่าไม่ดีแน่ หากปล่อยให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างที่คิดฝันไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นการทำลายครอบครัวที่มีพร้อมทุกอย่างไป

อรอนงค์ ให้ข้อคิดในตอนท้ายว่า
"นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณแม่วัย 30 กว่าปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเรื่องเช่นนี้จะเกิดกับเด็กสาวหรือคนวัยรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งถ้าหากปล่อยให้อารมณ์ของตนเองไหลไปเรื่อย ก็อาจนำไปสู่ปัญหาการคบหา หรือมีเพศสัมพันธ์กับชายที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมกับเราก็ได้"

ที่มา ... สยามดารา

3 สัญญาณอันตราย ใกล้ตัวหญิง

คุณผู้หญิงคะ เคยปวดท้องหน่วงๆ ในระหว่างที่มีประจำเดือนกันบ้างหรือเปล่าคะ หรือเคยเป็นแผลในช่องปากจนกินข้าวไม่ได้เป็นอาทิตย์บ้างมั้ย ดิฉันเชื่อว่า ทุกคนจะต้องตอบว่าเคยกันแน่ๆ แต่คุณคงไม่รู้หรอกว่า เจ้าอาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทุกคนมักคิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายเนี่ย มันสามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับคุณได้อย่างไม่คาดคิดกันเลยทีเดียว

ดังนั้น จึงขอเอาตัวอย่างอาการปวด 3 แบบ ที่สาวๆ มักพบกันเสมอๆ มาเผยให้รู้ถึงอันตราย เพื่อที่จะเตรียมตัวรับมือได้อย่างทันท่วงที ถ้าคุณบังเอิญต้องเผชิญหน้ากับมัน

แผลในช่องปาก

เวลาที่คุณแปรงฟันแรงเกินไปจนทำให้เกิดแผลในช่องปาก อย่านะคะ อย่าเชิดต่อมันเชียว เพราะถึงแม้จะเป็นแค่แผลเล็กๆ ก็สามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่าง Periodontal Disease ได้ ซึ่งโรคนี้จะไปทำลายเนื้อเยื่อเหงือกและกระดูกที่เป็นตัวยึดฟันของคุณ ทำให้มีอาการปวด เลือดออก อีกทั้งยังทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์โชยออกมาจากปากของคุณในช่วงที่ฮอร์โมนไม่ปกติ อย่างเช่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงตั้งครรภ์ หรือช่วงที่กินยาคุมกำเนิด วิธีรับมือกับมัน ลองเปลี่ยนจากใช้แปรงธรรมดามาใช้แปรงไฟฟ้าดูสิคะ เพราะนอกจากจะช่วยขจัดหินปูนได้ดีกว่าแล้ว ยังอ่อนโยนต่อเหงือกของเราอีกด้วย แต่ถ้าเป็นแผลขึ้นมาแล้ว หลายวันก็ยังไม่หายสักที ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กจะดีกว่า เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้แล้ว ยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และอาจถึงขั้นเป็นหมันได้เชียวนะ

ปวดท้องประจำเดือน

เวลาที่คุณมีประจำเดือน แล้วรู้สึกปวดท้องมากราวกับว่าเหมือนมีอะไรมารัดท้องอยู่ละก็ อย่าทำมึน ไม่สนใจ ปล่อยให้อาการเหล่านี้มันหายไปเองนะคะ เพราะอาการปวดท้องแบบนี้แหละ มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าคุณอาจกำลังเป็นโรค Endometriosis อยู่ก็ได้ ซึ่งร้ายแรงถึงขั้นเป็นหมันเชียวนะคะ และคุณยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้และโรคหืดหอบอีกด้วย วิธีการเดียวที่จะตรวจให้รู้ว่าคุณเป็นโรคนี้หรือเปล่าก็คือการผ่าตัดเท่านั้น แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะอาการปวดท้องแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นโรคนี้เสมอไป อาจเป็นแค่การปวดท้องประจำเดือนธรรมดาๆ ก็ได้ ลองทานวิตามินอีในช่วงก่อนมีประจำเดือน ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่มีประจำเดือน 3 วันแรกดูสิคะ จะช่วยระงับอาการปวดลงได้ แต่ถ้าไม่หายและปวดเรื้อรังเป็นประจำทุกเดือน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคต่อไปจะดีกว่าค่ะ

แหบเสน่ห์ ใครว่าเก๋

หลายคนพอเป็นหวัด อาจจะรู้สึกดีใจที่จะได้มีเสียงแหบพร่า เพราะฟังแล้วจะได้ดูเซ็กซี่อย่างสาวกิ๊บซี่ แต่รู้มั้ยคะว่า การที่คุณมีอาการเสียงแหบติดต่อกันนานเกินกว่า 2 สัปดาห์ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรค Hypothyroidism ได้ค่ะ ซึ่งอาการของมันก็คือมีเลือดออกในหลอดเสียง นอกจากจะมีสาเหตุมาจากการไอเพราะเป็นหวัดแล้ว ยังเกิดจากการที่คุณใช้เสียงมากเกินไปหรือตะโกนดังๆ เป็นระยะเวลานานๆ วิธีรับมือคือ เมื่อเกิดอาการเจ็บคอ เสียงแหบ ให้ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เพื่อให้คอมีความชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์ กาแฟ และควรงดทานช็อกโกแลต เพราะจะยิ่งทำให้คอแห้ง และเกิดอาการคันคอไอไม่หยุดตามมาอีกด้วย ถ้าปฏิบัติตามนี้แล้วไม่หายจริงๆ ก็ควรไปพบแพทย์ได้แล้วค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Woman plus Vol.7 No.330
ที่มา : women.mthai.com